

KKEUT CLINIC
การรักษา / โปรโมชัน
[คุณหมอใส่ใจละเอียด] ลบรอยสัก/แทททูการเลเซอร์กำจัดรอยโรคที่นูน เช่น ติ่งเนื้อ, สิวข้าวสาร, กระเนื้อ, หูด เป็นต้น

การเลเซอร์กำจัดรอยโรคที่นูน เช่น ติ่งเนื้อ, สิวข้าวสาร, กระเนื้อ, หูด เป็นต้น
การเลเซอร์กำจัดรอยโรคที่นูนหลายชนิด * ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตัวเลือก

เทคนิคเลเซอร์คู่ (Dual Laser Technique) ของ KKEUT Clinic
*ไฝ (Nevus) คืออะไร?
ไฝเป็นรอยโรคที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เมลานินมากเกินไป
โดยอยู่ได้ทั้งใน ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) หรือ ชั้นหนังแท้ (Dermis)
ภายนอกอาจดูเหมือนเป็นเม็ดสีธรรมดา
แต่ ตำแหน่งและความลึก ทำให้แนวทางการรักษาต่างกัน
เลเซอร์ Er:YAG เหมาะกับการกรอผิวตื้นอย่างแม่นยำ
จึงสามารถลอกไฝตื้นที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยลดการบาดเจ็บของผิว และคาดหวังผลลัพธ์ด้านความสวยงามได้ดี
โดยเฉพาะการกำจัดไฝบริเวณใบหน้า
หลังจากนั้น ขั้นตอนการ “ปิดงาน” ด้วย เลเซอร์ CO2
เป็นการจี้ด้วยความร้อนที่ฐานของไฝ
เพื่อทำลายเซลล์เมลานินที่อาจยังเหลืออยู่ในชั้นลึก
ช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของไฝ
(กรณีที่ผิวด้านบนถูกกำจัดแล้ว แต่ “ราก” ยังเหลือและงอกกลับ)
กรณีที่ควรพิจารณา CO2 ปิดงานอย่างจริงจัง
- ไฝนูนเล็กน้อย หรือกดแล้วรู้สึกหนา/แน่น
- เคยมีประวัติไฝกลับเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม
- สงสัยว่าเป็นไฝที่อยู่ลึกในชั้นหนังแท้ (เช่น ไฝสีน้ำเงิน ไฝสีเทา-น้ำตาล)
*หูดราบ (Flat wart) คืออะไร?
หูดราบเป็นรอยโรคผิวหนังจากการติดเชื้อไวรัส HPV
มักเกิดกระจายตัวในชั้นหนังกำพร้า
มองเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีเนื้อหรือสีน้ำตาลอ่อน
แผ่กว้างและค่อนข้างบาง
พบได้ง่ายเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง
และสามารถแพร่กระจายได้จากการสัมผัสตนเอง
ดังนั้นการรักษาเร็วมีความสำคัญ
Er:YAG เหมาะกับการกรอผิวชั้นหนังกำพร้าอย่างสม่ำเสมอ
จึงมีประโยชน์มากเมื่อมีหูดราบจำนวนมากและต้องการจัดการพร้อมกัน
โดยลดการทำร้ายผิวและทำให้กำจัดได้ทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นรอยโรคไวรัส
หากเอาเฉพาะผิวด้านบนออก อาจยังมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ
ในกรณีนี้ การปิดงานด้วย CO2 โดยให้ความร้อนบริเวณรอบ ๆ รอยโรค
สามารถจี้ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสที่อาจยังคงอยู่
ช่วยลดอัตราการกลับเป็นซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญในทางคลินิก
กรณีที่ CO2 ปิดงานสำคัญเป็นพิเศษ
- ขอบเขตรอยโรคไม่ชัด หรือคลำแล้วรู้สึกแผ่ราบ
- ผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อน (เครียด นอนน้อย ฯลฯ)
- เคยกลับเป็นซ้ำหลายครั้ง
- ตำแหน่งอยู่ที่มือ ใบหน้า หรือจุดที่สัมผัสบ่อย/แพร่กระจายง่าย
*สิวหิน/มิลเลีย (Milia) คืออะไร?
มิลเลียคือรอยโรคชนิดถุงเล็กสีขาว
เกิดจาก เคราติน (โปรตีนเคราติน/เซลล์ผิวชั้นนอก) ถูกกักอยู่ใต้ผิว
มักพบรอบดวงตา แก้ม หน้าผาก
ต่างจากซีสต์ไขมันตรงที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อหรือการอักเสบ
เป็นเรื่องด้านความสวยงามเป็นหลัก
Er:YAG เหมาะมากสำหรับการกำจัดมิลเลีย
เพราะสามารถกรอผิวอย่างแม่นยำ
เปิดทางระบายให้เคราตินด้านในถูกนำออกได้อย่างปลอดภัย
หลังการเอาออก การปิดงานด้วย CO2 แบบอ่อน ๆ
ช่วยลดโอกาสที่เซลล์ผิวจะเพิ่มจำนวนซ้ำ
และช่วยป้องกันการเกิดซ้ำในตำแหน่งเดิมได้
※ อย่างไรก็ตาม หากให้ความร้อนแรงเกินไป อาจเกิดรอยดำได้
จึงจำเป็นต้องควบคุมระดับพลังงานอย่างละเอียด
กรณีที่ CO2 ปิดงานช่วยได้มาก
- มิลเลียเกิดซ้ำตำแหน่งเดิมบ่อย
- เคยมีประสบการณ์ตุ่มกลับนูนขึ้นระหว่างการฟื้นตัวหลังรักษา
- กำจัดมิลเลียหลายจุดและต้องการผลลัพธ์ที่เรียบเนียนสม่ำเสมอ
*ซีริงโกมา (Syringoma) คืออะไร?
ซีริงโกมาเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง
เกิดจากต่อมเหงื่อในชั้นหนังแท้เพิ่มจำนวนมากเกินไป
มักพบเป็นตุ่มเล็ก ๆ หลายเม็ดคล้ายเม็ดไข่มุก
บริเวณใต้ตา แก้ม หน้าผาก
พบได้บ่อยในผู้หญิงวัย 20–30 ปี หรือมีปัจจัยทางพันธุกรรม
Er:YAG สามารถกำจัดผิวชั้นบนได้บางและละเอียด
เหมาะกับบริเวณที่บอบบางอย่างรอบดวงตา
ช่วยให้แผลเป็นและรอยดำหลังการรักษาน้อย
จึงได้ผลด้านความงามที่ดี
ต่อมา การปิดงานด้วย CO2 เพื่อให้ความร้อนแบบละเอียดในชั้นลึก
ช่วยลดกิจกรรมของต่อมเหงื่อในชั้นหนังแท้
และมีความหมายทางคลินิกในการลดการกลับเป็นซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เพราะรอยโรคมักอยู่ลึก
จึงอาจต้องรักษาหลายครั้งในบางราย
กรณีที่ควรทำ CO2 ปิดงานร่วม
- มีซีริงโกมาหลายเม็ดและค่อนข้างลึกใต้ตา/แก้ม
- เคยรักษาเลเซอร์หลายครั้งแต่ยังกลับเป็นซ้ำ
- ต้องการเพิ่มโอกาสลดการกลับเป็นซ้ำให้มากที่สุดในการรักษาครั้งนั้น
*ติ่งเนื้อ (Skin tag) คืออะไร?
ติ่งเนื้อเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง
เกิดจากเนื้อเยื่อเส้นใยและหลอดเลือดในชั้นหนังแท้เพิ่มจำนวน
พบได้บ่อยบริเวณคอ รักแร้ ใต้หน้าอก เปลือกตา หรือจุดที่ผิวพับ
มักเป็นตุ่มนูนเล็กสีใกล้เคียงผิว ไม่เจ็บ
แต่สามารถระคายเคืองจากการเสียดสีได้
โดยทั่วไป CO2 เลเซอร์ เหมาะกับการตัดติ่งเนื้อ
เพราะตัดได้ดีและห้ามเลือดได้พร้อมกัน
จึงสามารถเอาออกได้รวดเร็วแม้มีหลายเม็ด
แต่สำหรับติ่งเนื้อที่เล็กและบาง
การใช้ Er:YAG กรออย่างละเอียดก่อน
แล้วปิดงานด้วย CO2 จี้ฐานราก
จะช่วยกำจัดเนื้อเยื่อรากได้ดีขึ้น
และลดโอกาสเกิดซ้ำ
โดยความร้อนช่วยทำลายไฟโบรบลาสต์และหลอดเลือดขนาดเล็ก
ทำให้สภาพแวดล้อมการงอกซ้ำลดลง
กรณีที่ควรทำ CO2 ปิดงานร่วม
- ติ่งเนื้ออยู่ในจุดเสียดสีบ่อย เช่น คอ รักแร้
- เคยมีประวัติติ่งเนื้อเกิดซ้ำหลังตัด
- รากลึก/กว้าง (ตัดแล้วมักเหลือรอยหนา/นูน)
สรุป
เมื่อพิจารณาตาม “ความลึก” และ “ธรรมชาติของรอยโรค”
การผสานเลเซอร์ 2 ชนิดเข้าด้วยกัน
ในรูปแบบ Dual Laser Technique
คือกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของผลการรักษา
หลังเลเซอร์เอาไฝออก ควรแปะดูโอเดิร์ม (DuoDERM) นานแค่ไหน?
การเอาไฝออกเป็นกระบวนการกรอผิว
ทำให้เกิดแผลผิวหนังในระดับหนึ่ง
ดังนั้นการปกป้องและดูแลแผลจึงสำคัญมาก
โดยเฉพาะการคงความชุ่มชื้นของแผล
มีผลต่อความเร็วในการฟื้นตัวและการลดโอกาสเกิดแผลเป็นอย่างมาก
จึงมักแนะนำให้ใช้แผ่นปิดแผลชนิดไฮโดรคอลลอยด์ เช่น DuoDERM
DuoDERM ช่วยรักษาความชุ่มชื้น
กระตุ้นการซ่อมแซมของเซลล์
ชะลอการเกิดสะเก็ด
และช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็น
โดยทั่วไป แนะนำให้แปะทันทีหลังทำ
เปลี่ยนทุก 3–5 วัน
และดูแลต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน
ระยะดูแลรวม แนะนำประมาณ 10 วัน
หากใช้ DuoDERM ไม่ได้ หรือเกิดอาการแพ้
ให้ทาครีมฟื้นฟู/เจลให้ความชุ่มชื้นบ่อย ๆ เพื่อกันผิวแห้ง
ทาครีมกันแดด SPF 50+ อย่างเคร่งครัด
และหลีกเลี่ยงการสัมผัส/แกะบริเวณแผล
การดูแลหลังเอาไฝออก
ไม่ใช่แค่ “ปกป้องแผล”
แต่เป็นขั้นตอนสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์
หากดูแลไม่ดีอาจทิ้งรอยแผลเป็นได้
จึงต้องใส่ใจอย่างต่อเนื่องหลังทำหัตถการ
KKEUT Clinic ให้คำแนะนำการดูแลหลังทำอย่างละเอียด
เพื่อการฟื้นตัวที่รวดเร็วและปลอดภัยของผู้รับบริการ
ผู้ที่เหมาะกับการรักษา
- ผู้ที่กังวลเรื่อง ไฝ กระ ฝ้า/จุดด่างดำ มิลเลีย ซีริงโกมา และติ่งเนื้อ
- ผู้ที่เคยเอาไฝออกแล้วกลับเป็นซ้ำ
ขั้นตอนการรักษา
STEP 01 ล้างหน้าด้วยตนเอง
STEP 02 ทายาชา
STEP 03 ทำการกำจัดรอยโรค/ไฝ
ข้อควรระวังหลังการรักษา
- ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ (ล้างหน้าได้โดยยังแปะ DuoDERM)
- ในช่วงฟื้นฟูผิว ควรเปลี่ยนแผ่นฟื้นฟู/เทปแผลให้ต่อเนื่อง (ประมาณ 10 วัน)
- รอยโรคอาจกลับเป็นซ้ำได้ และสามารถพิจารณาทำซ้ำหลัง 4–6 สัปดาห์
- ไฝที่รากลึกอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง
- หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด (จำเป็นต้องทากันแดด และควรทาทับบน DuoDERM ด้วย)
